Tuesday, April 24, 2007

ทฤษฎีเมียน้อย



ข่าวคราวของนายแพทย์ท่านหนึ่ง ยังไม่ทราบว่าจะจบแบบไหน แม้ว่าจะมีการยืนยันแล้วว่านายแพทย์ท่านนั้นมีอาการทางจิต ซึ่งก็เป็นเรื่องทางการแพทย์ที่ต้องดำเนินการกันต่อไป แต่เอาเข้าจริง ถามว่า ประเด็นที่คนทั่วไปสงสัยและติดตามข่าว เอา..เชื่อขนมกินได้ ร้อยละ 70 ไม่ได้สนใจอยากรู้ว่า นายแพทย์จะเป็นโรคจิตประเภทไหน ไม่ว่าจะหงุดหงิด หรือหงุดเงี้ยว แต่สนใจใคร่รู้ว่า หญิงสาวมือที่สามนั้น เป็นใครมาจากไหน และโผล่มาอย่างไร

นางอันเป็นที่รัก นางนั้นไม่เคยเอ่ยว่าตนเองดำรงสถานะไหน เพียงแต่บอกว่า เป็นเพื่อนสนิทรู้ใจลึกซึ้ง แต่ลักษณะการแสดงออก บ่งชี้ชัดเจนให้บรรดาแม่บ้านและชาวร้านชาวตลาดฟังธงเลยว่า “เมียน้อย” ในขณะที่หนังสือพิมพ์ ใช้คำแทนตัวเธอในการพาดหัวว่า “กิ๊ก” ซึ่งมีความหมายอ่อนกว่าคำว่าเมียน้อย ในทำนองว่า มากกว่าเพื่อนแต่มิใช่แฟน

การแสดงตัวของหล่อนอย่างชัดเจนนี้เอง ที่เรียกกระแสชมรมคนรักเมียหลวงให้ออกมาประนามหล่อนกันอย่างอึกทึกครึกโครม นี่เป็นสังคมที่กระแสเมียหลวงเป็นกระแสหลัก

ในที่นี่เราจะพูดกันถึงเรื่อง “วิธีคิด” แบบเมียน้อยเมียหลวง มิได้พูดถึงในเชิงจริยธรรมใดๆ ดังนั้นก็อาจจะล่อแหลม ฉันอาจจะโดนข้อหาเข้าข้างเมียน้อยได้ จึงขอออกตัวก่อนว่า ฉันก็เป็นเมียหลวงนะท่าน และก็ไม่ได้ชอบขี้หน้าเมียน้อยพอๆ กันนั่นล่ะ

แต่สิ่งที่เรากำลังจะพูดก็คือ ไอ้เมียน้อยเมียหลวง เหตุใดจึงต้องแบ่งข้างจงเกลียดจงชังกัน แย่งตัวผู้ เอ๊ย ผู้ชาย กันอย่างเอาจริงเอาจัง พูดแบบเดิมๆ ก็คือ เราอยู่ในสังคมแบบชายเป็นใหญ่ เราจึงยึดถือที่เพศชายเป็นหลัก การได้เป็น “เมีย” จึงเป็นสถานะสำคัญของผู้หญิงไทย ได้ผัวดีก็เหมือนถูกหวย ได้รับการยกย่องมีสถานะทางสังคม เรียกว่า ผัว เป็นหน้าตาของเมีย ดังนั้นการได้ผัว ที่มีเมียแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ต้องเปิดสงครามแย่งผัวกันเสียหน่อย เข้าข่ายหญิงเหยียดหญิง ทำลายพวกเดียวกันเอง

มองแบบพวกโรคจิตคิดมาก ทฤษฎีสมคบคิด ก็ต้องบอกว่า ขบวนการของเพศชายเข้มแข็งในการสร้างบรรทัดฐานเรื่องเมียน้อยเมียหลวงขึ้นมา ก็เพื่อทำลายขบวนการเพศหญิง จะได้ไม่อาจลุกขึ้นมาล้มล้างผู้ชาย เพราะมัวแต่แก่งแย่ง ครอบครองเพศชาย ไม่มีเวลามายึดครองโลกอะไรหรอก แล้วเพศชายก็จะควบคุม “แนวความคิด” ทั่วโลกกันต่อไป (โอเวอร์เหมือนหนังซุปเปอร์แมนมากๆ เลยค่ะ) แล้วก็ให้รางวัลเพศหญิงเสียหน่อย หากเป็นเมียที่ดี หรือเป็นเพศหญิงที่อยู่ในกรอบของเพศชาย ก็มีรางวัลไปบ้าง ตำแหน่งบ้าง มีส่วนร่วมในทางการเมืองบ้าง มีหน้าตาทางสังคมบ้าง และแน่นอนมีเงินทองทรัพย์สินด้วยจากการทำงานหนักโดยไม่ไปแย่งตำแหน่งผู้นำของเพศชาย

เมียที่ดี ก็มีลักษณะที่เข้าข้างเพศชายเต็มๆ เมียหลวงที่ดี คือเมียหลวงที่ไม่ถามถึงเมียน้อย และเมียน้อยที่ดีก็คือ เมียน้อยที่ไม่ไปบุกบ้านเมียหลวง
ย้ำกันอีกว่า นี่เป็นการว่าในเชิงทฤษฎี เพราะฉะนั้น การที่ ภรรยาที่มาทีหลังเกิด จากการรักผู้ชายที่มีภรรยาแล้วอย่างมาก และยอมทุกอย่างด้วยความรัก ก็อธิบายตามทฤษฎีได้ว่า “เข้าทาง” ความต้องการของเพศชาย นั่นคือ ยินยอมอยู่ใต้กรอบเมียน้อยและเมียหลวงที่ดี (ความรักไม่อาจอธิบายเป็นทฤษฎีได้)

แต่อย่างที่บอก ผัวย่อมเป็นหน้าตาของเมีย ดังนั้น หากแม้เป็นเมียน้อย ฝ่ายหญิงก็ยอมแหกกฎเมียน้อยที่ดีในวันหนึ่ง เพื่อจะประกาศให้โลกรู้ว่า อย่างเดี๊ยน ก็มีผัวดีๆ เหมือนกัน แม้มันจะมีเมียแล้วก็เหอะ

ที่สำคัญ ตำแหน่งเมียน้อย ย่อมกดดันให้ผู้หญิงที่รับตำแหน่งนั้น ต้องแสดงตัวออกมาสักวัน แม้จะมีผัวเลี้ยงอย่างดี แต่ขาดไร้ซึ่งหน้าตาทางสังคม ต่างจากเมียหลวงที่มีความมั่นคงทางสถานะมากกว่า จึงมีส่วนสำคัญในการกดดันให้เมียน้อยทำอะไรที่ “หวือหวา” กว่าเมียหลวง และมักเป็นเหตุให้เกิดเรื่องเกิดราวมากมาย อย่างที่จะเห็นในหนังสือพิมพ์ทั่วๆไป ทั้งที่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ความผิดเรื่องเมียน้อยนี่ต้องยกให้ผู้ชายไปเต็มๆ ใครใช้ให้หาเหามาใส่หัว แล้วก็ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ล่ะ
กรณีเมียน้อยของนางอันเป็นที่รัก ประเด็นสำคัญคือ การที่หล่อนเป็นเมียน้อย หล่อนจึงถูกยัดเยียดความผิดให้ในสถานะเมียน้อย หล่อนตกเป็นตัวแทนของผู้หญิงไม่ดี แย่งผัวชาวบ้าน (ทั้งที่หล่อนพยายามอธิบายว่าหล่อนได้รับความเมตตาจากเพศชายผู้นั้นมากมายขนาดไหน) ถูกขุดคุ้ยประวัติชาติตระกูล ถูกขุดเอารูปถ่ายสมัยหน้าตาอย่างกับอึ่งมาตีแผ่เผยแพร่ ชีวิตของหล่อนแม้ยิ้มหน้าระรื่น จะมีใครคิดไหมว่า หล่อนก็อาจจะอกตรมอยู่ภายใน หล่อนไม่มีความสุขหรอก เพราะหล่อนกำลังเป็นจำเลยของสังคม

จำเลยของสังคมที่เทิดทูนเพศชาย
เห็นไหม ว่าผู้ชายทำอะไรก็ไม่ผิด

Thursday, April 12, 2007

จุดขายข่าว สิทธิในการโป๊ และทฤษฎีการสมคบคิด






















จุดขายข่าว สิทธิในการโป๊ และทฤษฎีการสมคบคิด
ที่มาภาพ จาก http://www.matichon.co.th/news_relate/gallery.php?reid=20070213082616

ข่าวที่ฮือฮาไปไม่กี่วันนี้ เกี่ยวกับเรื่องการแต่งตัวสุดขีดของดาราหน้าตาดีมั่งไม่ดีมั่ง ดังมั่งไม่ดังมั่ง ในงานสุพรรณหงส์ นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ “ความโป๊เปลือย” ถูกนำมา “ฉะ” กันอีกรอบ
ดาราคนหนึ่ง (ที่ไม่เคยเห็นหนังของเธอเลย ให้ตายเหอะ) ปีที่แล้วก็ตกเป็นข่าวท่อนบนหลุด มาปีนี้ท่อนล่างโผล่ ส่วนนางเอกคนหนึ่งที่หน้าตาจัดว่าสวย โดนประณามเพราะเสื้อแสนบาง ที่ปิดเต้าได้ซีกเดียว ส่วนที่ฮือฮาที่สุดเห็นจะเป็นดาราที่อุตสาห์พ่วงดีกรีนักศึกษามหาวิทยาลัย มาในชุดที่คิดไม่ออกว่า ไปงานกลางคืน หรือไปนั่งในตู้ (ตู้เย็นมั้ง)

เซ็กส์ เป็นจุดขายของสื่อมวลชนทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ รวมทั้งวิทยุ ทั้งการข่าว การโฆษณา การประชาสัมพันธ์ เพราะเซ็กส์ เป็นจุดขายที่กระตุ้นได้ง่ายที่สุด ก่อกระแสความอยากรู้อยากเห็นไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งฉาวยิ่งดัง ยิ่งเปิดนิดยิ่งอยากดูอีกหน่อย ดังนั้น หากแค่เห็นเจ้าหล่อนเดินมาแต่ไกลจากปากทางเข้างานสุพรรณหงส์ ก็บอกได้ง่ายๆ ว่า พวกหล่อนมีจุดขายอยู่กับตัว ทั้งท่อนบนทอนล่างทีเดียว

ถามว่า พวกหล่อนทำผิดหรือไม่ ที่แต่งตัวอื้อฉาวคาวโลกย์ขนาดนั้น ถ้าอ้างแบบ “เฟมฯๆ” ก็ตอบได้ง่ายๆ เลยว่า “ร่างกายของฉันก็คือร่างกายของฉัน และสิทธิทั้งมวล อยู่ที่ตัวฉัน” พวกหล่อนอาจจะเป็นเฟมินิสต์สุดขั้วที่ต้องการประกาศว่า ผู้หญิงมีสิทธิ์ในการใช้เรือนร่างของตัวอย่างเต็มที่ แต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่คำตอบของดาราคนหนึ่ง ที่ระบุว่า
“ค่ะอยากดัง จริงๆ นักแสดงและดาราที่เข้ามาตรงนี้ทุกคนมีจุดมุ่งหวังของชีวิตว่า มาอยู่ตรงนี้ก็อยากทำให้ดีที่สุดในหน้าที่ของตัวเอง นิวยอมรับว่าอยากดัง นิวรู้สึกว่าน่าจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่อยากบอกกับสื่อ และผู้บริโภค แต่นิวรู้สึกว่าเราตะโกนออกไปไม่มีใครได้ยินเสียงของเราเลย แต่วันนี้ทุกคนได้ยินเสียงนิวแล้วก็อยากจะบอกว่า อย่ามองแต่ความเซ็กซี่ของนิว ช่วยมองที่ความสามารถ หันกลับมามองเรื่องการแสดงและบทบาทเป็นอย่างไร “ (อ้างจาก ข่าวสดออนไลน์ http://www.matichon.co.th/khaosod/khaosod_detail.php?s_tag=03p0101140250&day=2007/02/14§ionid=0301)

นี่เป็นคำพูดที่พุ่งเป้าไปสู่สื่อมวลชนโดยเฉพาะ หญิงสาวคนหนึ่งพยายามจะบอกว่า หากหล่อนอยู่ในกรอบเกณฑ์ หล่อนไม่ได้รับความสนใจจากสื่อ แต่เมื่อใดที่หล่อนขายเซ็กส์ สื่อจะตะครุบหล่อนทันที ดังนั้น การที่หล่อนโชว์เนื้อหนัง ก็เพราะหล่อนต้องการให้สังคม (แบบชายเป็นใหญ่) หันมามองความสามารถของหล่อน สื่อมวลชนจึงเป็นจำเลยสำคัญในกรณีนี้ สื่อมวลชนทำหน้าที่ดุจพระเจ้าที่จะเลือกนำผู้หญิงคนใดมากล่าวถึง ขึ้นหน้าหนึ่ง พวกหล่อนที่เป็นเพียงเพศรองที่ต้องแสดงตัวให้ถูกเลือกจึงไม่มีวิธีอื่น นอกจากโชว์เนินเนื้อเท่านั้น สื่อเป็น “ผู้ดู” ทั้งนักข่าว ช่างภาพ และเป็น “ผู้เลือก” ประเมินค่า ตีราคาพวกหล่อน รวมทั้งเป็นคนสำคัญในการนำพวกหล่อนมาขายอย่างถูกต้อง ด้วยการขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ในขณะเดียวกันก็ยัดเยียดข้อหาดาวยั่วสวาทให้พวกหล่อนเสร็จสรรพ อีกทั้งไปแสวงหาคำประเมินคุณค่าอีกมากมายมาตอกย้ำความเป็นดาวยั่วของพวกหล่อน สายตาของสื่อเป็นตัวแทนของสายตาหื่นกระหายของระบบสังคมแบบชายเป็นใหญ่
ใช่ พวกหล่อนมีสิทธิจะแต่งกายอวดเรือนร่าง แต่หล่อนลืมคิดไปว่า พวกหล่อนอยู่ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่ และเนื้อตัว ร่างกายของพวกหล่อน ถูกจ้องมอง ถูกตีค่า จากสายตาของพระเจ้าสื่อมวลชน ดังนั้นเมื่อหล่อนจึงทำตัวเป็น “ผู้ถูกมอง” อย่างที่สังคมแบบชายเป็นใหญ่ต้องการ นั่นคือ โชว์เนินเนื้อให้เต็มที่ ก่อนที่จะแสดงบท “เด็กสาวถูกลงโทษ” ด้วยการออกรายการโทรทัศน์ ร้องห่มร้องไห้สำนึก หรือโร่ชี้แจงข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งหมดทั้งมวล คือภาพบทบาทของหญิงสาวยั่วสวาทสำนึกผิด ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ชาย (ไม่ใช่แต่เสี่ยเจียงที่เป็นผู้ชายเป็นใหญ่ แต่สังคมนี้ คือผู้ชายเป็นใหญ่) เราจึงเห็นปรากฏการณ์ดังที่เกิดขึ้นในจอโทรทัศน์ หรือหน้าหนังสือพิมพ์

แต่จากเหตุการณ์นี้ ใครบ้างที่ได้ประโยชน์ หญิงสาวเป็นเพียงหมากเดียว ในเกมของผลประโยชน์ (แม้ว่าหล่อนจะคิดว่าหล่อนได้ประโยชน์จากการนี้ เพราะสื่อมวลชนหันมามองพวกหล่อนเป็นตาเดียว และหล่อนก็มีข่าวลงหน้าหนังสือพิมพ์ และได้ออกข่าวช่วงไพรมไทม์อย่างน้อย 3 วันติดกัน)
อันดับแรก สื่อมวลชน ได้มีข่าวฉาวขายต่อเนื่องไป 3 วัน จากกรณีของหล่อน ไปสู่การพยายามจะโทษว่าพวกหล่อนเป็นต้นเหตุของปัญหาสังคม แม้จะมีความคิดเห็นตรงข้ามบ้าง แต่ก็เป็นเพื่อรักษาสมดุลของข่าว ตามทฤษฎีข่าวเท่านั้น) เพื่อให้เกิดกระแสโต้เถียงกันบ้าง เป็นการขายข่าวได้ต่อเนื่องแตกไปอีกหลายประเด็น (รวมถึงบทความนี้ด้วย)

อันดับที่สอง หนังชื่อพิลึกๆ ทั้งหลายที่หล่อนร่วมแสดง กลับได้รับการพูดถึงซ้ำๆ ซากๆ โดยไม่ต้องทำการตลาด ไม่ต้องซื้อหน้าโฆษณาหนังสือพิมพ์ขายดีอันดับประเทศ ไม่ต้องซื้อเวลาข่าวโทรทัศน์ ดาราร่วมแสดงได้ออกรายการโดยไม่ต้องร้องขอ รายการคุยข่าวทั้งหลายเอ่ยถึงโดยไม่ต้องเสียเงินจ้าง ดังล้ำหน้าหนังไปอีก ปลุกกระแสได้น่าตื่นใจโดยยังไม่ได้เปิดตัว
นี่อาจเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ที่ทำให้พวกหล่อนต้องยอมเจ็บตัวนิดๆ หน่อยๆ ด้วยคำสัญญาเบื้องหลังว่า พวกหล่อนจะดังในชั่วข้ามคืน เป็นข้อเสนอที่ยั่วยวนไม่น้อย เพราะดาราทุกวันนี้ล้นจอจนเกิดยากเกิดเย็นเหลือเกิน

มีแต่พวกหล่อนเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ ในขณะที่ทุกฝ่ายฉกฉวยทุกอย่างจากร่างกายของหล่อน
แล้ว...คนที่หากินกับผู้หญิงขายเรือนร่าง เขาเรียกว่า “แมงดา” มิใช่หรือ??

Sunday, March 18, 2007

ข้าต่อต้านสงคราม ทุกรูปแบบ



The Cranberries - Zombie
"Zombie"

Another head hangs lowly,
Child is slowly taken.
And the violence caused such silence,
Who are we mistaken?

But you see, it's not me, it's not my family.
In your head, in your head they are fighting,
With their tanks and their bombs,
And their bombs and their guns.
In your head, in your head, they are crying...

In your head, in your head,
Zombie, zombie, zombie,
Hey, hey, hey. What's in your head,
In your head,
Zombie, zombie, zombie?
Hey, hey, hey, hey, oh, dou, dou, dou, dou, dou...

Another mother's breakin',
Heart is taking over.
When the vi'lence causes silence,
We must be mistaken.

It's the same old theme since nineteen-sixteen.
In your head, in your head they're still fighting,
With their tanks and their bombs,
And their bombs and their guns.
In your head, in your head, they are dying...

In your head, in your head,
Zombie, zombie, zombie,
Hey, hey, hey. What's in your head,
In your head,
Zombie, zombie, zombie?
Hey, hey, hey, hey, oh, oh, oh,
Oh, oh, oh, oh, hey, oh, ya, ya-a...

Saturday, March 17, 2007

ข้า ต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ

ข้า ต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ




green day - when september ends
"Wake Me Up When September Ends"

Summer has come and passed
The innocent can never last
wake me up when september ends

like my fathers come to pass
seven years has gone so fast
wake me up when september ends

here comes the rain again
falling from the stars
drenched in my pain again
becoming who we are

as my memory rests
but never forgets what I lost
wake me up when september ends

summer has come and passed
the innocent can never last
wake me up when september ends

ring out the bells again
like we did when spring began
wake me up when september ends

here comes the rain again
falling from the stars
drenched in my pain again
becoming who we are

as my memory rests
but never forgets what I lost
wake me up when september ends

Summer has come and passed
The innocent can never last
wake me up when september ends

like my father's come to pass
twenty years has gone so fast
wake me up when september ends
wake me up when september ends
wake me up when september ends

ข้าพเจ้าต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ

ข้าพเจ้าต่อต้านสงครามทุกรูปแบบ
ข้า ไม่ต้องการสงคราม





Guns N' Roses - Civil War
Civil War

Guns And Roses - Civil War




"What we've got here is failure to
communicate.
Some men you just can't reach...
So, you get what we had here last week,
which is the way he wants it!
Well, he gets it!
N' I don't like it any more than you men."

Look at your young men fighting
Look at your women crying
Look at your young men dying
The way they've always done before

Look at the hate we're breeding
Look at the fear we're feeding
Look at the lives we're leading
The way we've always done before

My hands are tied
The billions shift from side to side
And the wars go on with brainwashed pride
For the love of God and our human rights
And all these things are swept aside
By bloody hands time can't deny
And are washed away by your genocide
And history hides the lies of our civil wars

D'you wear a black armband
When they shot the man
Who said "Peace could last forever"
And in my first memories
They shot Kennedy
I went numb when I learned to see
So I never fell for Vietnam
We got the wall of D.C. to remind us all
That you can't trust freedom
When it's not in your hands
When everybody's fightin'
For their promised land

And
I don't need your civil war
It feeds the rich while it buries the poor
Your power hungry sellin' soldiers
In a human grocery store
Ain't that fresh
I don't need your civil war

Look at the shoes your filling
Look at the blood we're spilling
Look at the world we're killing
The way we've always done before
Look in the doubt we've wallowed
Look at the leaders we've followed
Look at the lies we've swallowed
And I don't want to hear no more

My hands are tied
For all I've seen has changed my mind
But still the wars go on as the years go by
With no love of God or human rights
'Cause all these dreams are swept aside
By bloody hands of the hypnotized
Who carry the cross of homicide
And history bears the scars of our civil wars

"WE PRACTICE SELECTIVE ANNIHILATION OF MAYORS AND GOVERNMENT OFFICIALS
FOR EXAMPLE TO CREATE A VACUUM
THEN WE FILL THAT VACUUM
AS POPULAR WAR ADVANCES
PEACE IS CLOSER" **

I don't need your civil war
It feeds the rich while it buries the poor
Your power hungry sellin' soldiers
In a human grocery store
Ain't that fresh
And I don't need your civil war
I don't need your civil war
I don't need your civil war
Your power hungry sellin' soldiers
In a human grocery store
Ain't that fresh
I don't need your civil war
I don't need one more war

I don't need one more war
Whaz so civil 'bout war anyway

Friday, February 23, 2007

เรื่องโป๊เปลือย กับลัทธิสตรีนิยม

เรื่องโป๊เปลือย กับลัทธิสตรีนิยม
(ตีพิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร คนมีสี ปีที่ 2 ฉ.ที่ 40 กพ. 2550)



คำว่า สตรีนิยม กลายเป็นที่ยอมรับ และรับรู้กันอย่างดีแล้วในสังคมไทย (แม้ว่าจะเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ตาม) และถูกใช้เป็นเครื่องมือหนึ่ง ในการตีความปรากฏการณ์ทางสังคมหลายรูปแบบ โดยเฉพาะสื่อศิลปะ ทั้งงานศิลปะและงานวรรณกรรม
ผลงานโดดเด่นที่เสียดแทงลูกตาสังคม ของศิลปินหญิงและนักเขียนหญิงกลุ่มที่ถูกตีความว่าได้รับอิทธิพลแนวสตรีนิยม นั้น มักแสดงออกมาในรูป ภาพเปลือย ภาพอวัยวะของผู้หญิง และงานวรรณกรรมก็มักเป็นงานโป๊เปลือย เปิดเผยความคิด และภาพ (ผ่านตัวอักษร) การร่วมเพศอย่างชัดเจน งานกลุ่มนี้มักถูกเรียกว่า งานอีโรติค

แล้วทำไม ศิลปิน และนักเขียน ต้องเลือกการแสดงออกแบบ อีโรติก

ก่อนจะเข้าเรื่อง ต้องขออธิบายก่อนว่า อิทธิพลจากแนวคิดสตรีนิยม มิใช่ทำให้ศิลปินหญิงและนักเขียนหญิงมุ่งเสนองานโป๊เปลือย งานโป๊ๆ บางอย่าง ก็ไม่ได้สำแดงความเป็นสตรีนิยมอะไรเลย และก็มีงานหลายอย่างที่ไม่จำเป็นต้องโป็ แต่ก็แรงกระแทกกะโหลกผู้ชมหรือผู้อ่านงานจนสมองชา (คงต้องว่ากันทีหลัง)

การนำเสนอเรื่องโป๊หวาม มิใช่เพิ่งกำเนิดขึ้นเมื่อสังคมเปิดเผยเพราะโลกไร้พรมแดน ทว่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องพื้นฐานของมนุษย์ และเกิดขึ้นพบเห็นเป็นส่วนหนังของวงจรชีวิต ที่สักวันหนึ่ง เมื่อศิลปินมีผู้หญิงมากขึ้น ศิลปินหญิงและนักเขียนหญิง ย่อมนำเสนอเรื่องใกล้ตัวนี้ออกมาเป็นผลงาน

หากจับตาจ้องไปที่งานศิลปะ เราจะมองเห็นผลงานเหล่านี้อย่างชัดเจน และเข้าใจได้ง่ายกว่า เช่น ผลงานของ พินรี สัณฑ์พิพักษ์ ส่วนใหญ่มักเป็นภาพนม และเรือนร่างผู้หญิง ผู้ดูผลงานจะมองเห็นมิติลึกของประเด็นศิลปะอย่างชัดเจน ว่าแน่นอน ศิลปินมิได้นำเสนอภาพนมแบบยั่วยุไปในทางกามารมณ์ แต่กำลัง เสนอภาพนมอันเป็นสัญญะของเพศ หรือภาพถ่ายของ ณัฐนลิน น้อยไม้ ชุดผู้หญิงไม่มีหัวนม ที่ชื่อชุดภาพถ่ายบ่งบอกความหมายในเรื่องเพศ หรือชุด นาทีแห่งความเงียบงัน เน้นแสดงเรือนร่างของเพศหญิง คู่กับดอกไม้ ซึ่งสามารถตีความหมายเชิงสัญญะได้

แต่สำหรับงานเขียนนั้น ผู้อ่านบางคนอาจจะตั้งคำถามว่า จะแยกงานจำพวก กระตุ้นต่อมอารมณ์ (ปลุกใจเสือป่า) กับงานเขียนโป๊เปลือยที่แสดงแนวคิดสตรีนิยม ได้อย่างไร

ก่อนอื่นคงต้อง (พยายาม) อธิบาย ให้ผู้อ่านเข้าใจว่า งานเขียนแบบโป๊เปลือย มีหลากหลายประเภท และนักเขียนหญิงที่เขียนงานโป๊เปลือยก็อาจจะไม่ได้แสดงความคิดเชิงสตรีนิยมก็ได้ เช่น งานกลุ่มที่เรียกว่า นิยายพาฝัน หรือนิยายโรมานซ์ ส่วนใหญ่มีโครงเรื่องเน้นฉากโป๊เปลือยร่วมรัก ประเภทเด็กสาวโหยหาเจ้าที่ดินเพศชายให้มาร่วมรัก สุดท้ายลงเอยด้วยความสมหวังในรัก (หรือเซ็กส์) ปัจจุบัน โครงเรื่องประเภทนี้ขยายกลุ่มทางการตลาดมากขึ้น โดยลดระดับอายุลง เกิดเป็นแนวเรื่องที่เรียกกันว่า ชิกลิท (chick-lit ย่อมาจาก chick literature ที่เน้นเรื่องรักวัยรุ่น แต่มักแทรกฉากมีเซ็กซ์ลงไปด้วย) นักสตรีนิยมฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะพวก post-modern (พยายาม) ตีความวรรณกรรมโป๊เปลือยโจ๋งครึ่มประเภทนี้ว่า เป็นการสำแดงวิธีคิดแบบสตรีนิยม นั่นคือ เปิดเผยแง่มุมเรื่องเพศในมุมมองของฝ่ายหญิง

อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์โครงเรื่องกันอย่างละเอียด วิธีตีความของนักสตรีนิยมฝั่งตะวันตกไม่น่าจะถูกทั้งหมด ดังที่กล่าวมา เพราะเรื่องประเภทนี้บางเรื่องก็อาจตีความได้เป็นเพียงเรื่องระบายความใคร่ธรรมดา ด้วยโครงเรื่องที่ให้เพศหญิงตกเป็นเบื้องล่างตัวละครเพศชาย แม้กระทั่งเรื่องความต้องการทางเพศ และไม่ได้นำเสนออะไรเลยที่แสดงว่า เป็นความต้องการแท้จริงของเพศหญิง เป็นเพียงเรื่องรักในโครงสร้างแบบสังคมชายเป็นใหญ่ที่มีฉากร่วมรักชัดแจ้งกว่าปกติเท่านั้น

หากจะให้มองอย่างวิเคราะห์ อาจจะต้องมองรายละเอียดในแต่ละเรื่องลงไป อีกทั้งค้นให้ลึกถึงวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ว่าวรรณกรรมโป๊เปลือยเรื่องใดมีมุมมองแบบสตรีนิยม

นักเขียนหญิงของไทยคนที่ทำให้วงการวรรณกรรมตื่นตระหนก คงต้องกล่าวถึง สุจินดา ขันตยาลงกต นักเขียนหญิงที่มีผลงานเรื่องแนวอิโรติก ปรากฏมากมายในช่วง พ.ศ. 2535 – 2540 และมีหนังสือรวมเรื่องสั้นรวมเล่ม 5 เล่ม โดยสำนักพิมพ์บ้านหนังสือ คือ ใจดวงเปลี่ยว (2535) เหมือนระบำดอกนุ่น (2536) ปาร์ตี้ (2538) ภาพร่างเหมือนจริง (2540) เรื่องสั้นคัดทิ้ง (2540)
งานเขียนของ สุจินดา เน้นเรื่องเพศสัมพันธ์ของผู้หญิงเป็นแนวทางการเขียนหลัก นำเสนออารมณ์และความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับความรัก ความใคร่ เพศสัมพันธ์ ผ่านมุมมองของเพศหญิง ที่มีลักษณะเป็นผู้นำในการมีเพศสัมพันธ์ ในเรื่องสั้นมีรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ชัดเจน บรรยายรายละเอียดอย่างโจ่งแจ้ง แม้จะไม่ถึงหยาบคาย แต่ก็ไม่ใช่วิธีแบบเดิมที่เน้นการสร้างอุปมาอุปมัยเพื่อสร้างความสุภาพในวรรณกรรม เป็นแนวทางการเขียนที่ท้าท้ายวงการวรรณกรรมมาก เพราะไม่มีนักเขียนหญิงคนใดที่นำเสนอเรื่องในแนวทางเช่นนี้ชัดเจนเป็นแบบเดียวอย่างสุจินดา เป็นความพยายามของผู้เขียนที่ต้องการให้เรื่องเกี่ยวกับเพศเป็นเรื่องที่ธรรมดา และไม่ใช่เรื่องต้องห้าม ดังที่กล่าวไว้ว่า

“สังคมไทยควรเลิกปิดบังเรื่องเพศได้แล้ว เพราะยิ่งปิดบังให้มันลึกลับจะทำให้เด็กอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น” (สุจินดา ขันตยาลงกต, คำนำ ปาร์ตี้ , 2538, หน้า 17)

อย่างไรก็ตาม วิธีการเขียนของสุจินดา เที่ยบได้กับงานของนักเขียนหญิงเยอรมันที่นำเสนอเรื่องเพศอย่างชัดแจ้ง (ดูศิริรัตน์ ทวีเลิศนิธิ, 2538) เหมือนนักเขียนต้องการให้ผู้อ่านยอมรับว่า สิ่งที่กำลังเขียนถึงเป็นธรรมชาติของมนุษย์เท่านั้น

เช่นในเรื่องสั้นชื่อ พิกุลแกมแก้ว เล่าถึงคู่สัมพันธ์ที่มีรสนิยมต่างกันในการมีเพศสัมพันธ์

แล้วชายหนุ่มในจินตนาการก็สวมเข้ามา เป็นร่างเดียว เธอกอดรัดเขาแน่นเข้า เพื่อไม่ให้เขาเปลี่ยนท่า...ความรักของเธอเฉิดฉาย จิตวิญญาณโลดเถลิง ปีติซาบซ่าน ความรู้สึกเปล่งประกาย นี่คือการร่วมรักที่เธอไม่เคยสัมผัส เธอร่วมรักกับใครนั่นไม่ใช่ปัญหา แต่ความรู้สึกที่ตอบสนองเป็นหนึ่งเดียว วิญญาณเดียว ท่วงท่าเดียว จังหวะเดียว เป็นการร่วมรักที่ไม่ใช่เพียงการสำเร็จความใคร่บนร่างของเขาอย่างที่เคยเป็นมา (จาก ใจดวงเปลี่ยว ,พิมพ์ครั้งที่ 4,2539, หน้า 98)

หรือในเรื่องสั้นชื่อเดียวกับเล่ม ใจดวงเปลี่ยว
ความเอยความเปล่าเปลี่ยวที่เคยมี ความอยากลิ้มชิมรส ปรารถนาที่ไม่เคยเต็มอิ่ม ใกล้สนิทแต่เหมือนไม่เคยได้สัมผัส เพียงอีกนิดน่ะ แต่ก็ยังไม่เคยแตะ ถวิลหา อารมณ์เหล่านี้ ห่างหาย ไกลเลื่อน เหมือนไม่จริง แต่ที่อยู่ตรงนี้ ที่รู้สึกอยู่นี่ ตรงอ้อมขาไหวระริก นี่ซิ...ความจริง (จาก ใจดวงเปลี่ยว ,พิมพ์ครั้งที่ 4,2539, หน้า 83)

ความสำคัญของสุจินดา ต่อการเขียนงานวรรณกรรม คือ สุจินดา เน้นการสร้างงานแบบเดียว หรือพูดง่ายๆ เน้นการเขียนเรื่องโป๊เปลือย แต่การโป๊เปลือยในเรื่องของสุจินดา เน้นการสร้างมุมมองใหม่ในเรื่องเพศ นำเสนอความคิด ปละการโต้แย้งสังคมแบบชายเป็นใหญ่ ผ่านตัวละครหญิง นับเป็นความโดดเด่นอย่างยิ่ง แต่ที่น่าเสียดายคือ หลังจากขึ้นถึงขีดสุดของเธอ เมื่อเธอย้ายไปใช้ชีวิตต่างประเทศจากนั้นกลับไม่มีงานเรื่องสั้นแบบนี้ออกมาอีก แต่เธอก็พัฒนาไปเขียนนวนิยาย ที่นำเสนอประเด็นของผู้หญิงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม สุจินดา มิใช่คนแรก และคนเดียว ที่เขียนเรื่องโป๊เปลือย ที่นำเสนอประเด็นแบบลัทธิเฟมินิสม์ เพียงแต่เธอเป็นคนที่ทำให้เกิดการถกถียงกันในวงกว้าง มีทั้งผู้ชื่นชม และผู้ก่นด่า มากมายคนหนึ่งในรอบทศวรรษที่ผ่านมา


ภาพเปิด
fe04 ภาพร่างเหมือนจริง สุจินดา ขันตยาลงกต 2540
คลิกเข้าไปจะเจอภาพ
fe01 ผลงานของพินรี สัณฑ์พิทักษ์ (The Trio, 2539)

Saturday, February 17, 2007

สวย สวย สวย สวย สวย ซ้วย ซ้วย สวย

(ภาพนี้ไม่ได้ถ่ายเอง แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดโหลดมาไว้ในเครื่อง ขออภัยที่ไม่สามารถระบุที่มาได้)

เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศไทยช่างยิ่งใหญ่ออกหน้าออกตา ในฐานะประเทศเจ้าภาพการประกวดนัง เอ๊ย นางงามจักรวาล ที่ต้องบันทึกไว้เป็นผลงานระดับโลก โอ้อวดกันไปอีกสามปี ห้าปี โหย…อะไรจะปานนั้น …นอกจากเราจะได้เป็นเมืองแห่งแฟชั่น…(ที่ยกเลิกไปแล้ว ก๊าก) แล้วเรายังได้เป็นเมืองแห่งนางงามกลางเมืองอีกด้วย… ไม่ยินดีวันนี้แล้วจะไปยินดีวันไหนได้อีก

เรื่องการประกวดนางงาม เราก็เคยคุยกันไปบ้างแล้ว วันนี้เราจะมาชื่นชมความงามกันอีกที ด้วยการยกเวทีขึ้นมาไว้ที่หน้ากระดาษ
สมมติว่าเราคือคนดู นั่งหน้าเวทีเลย เอาใกล้ๆ เห็นทุกร่อง เอ๊ะ ไม่ดี เอากำลังดี เห็นบนเห็นล่าง น่าน…ยังง้าน เงยหน้านิด นั่นไง สาวงามที่มาประกวดกันกลางเมือง เขาเดินกันมานั่นแล้ว บิดซ้าย บิดขวา หุบนิด อ้าหน่อย (หมายถึงปากเจ้าค่ะ) หมุน กิ๊บ กิ๊ว ผ่านไปหนึ่ง มาอีกหนึ่ง…เหมือนเดิม….
สวยไหมล่ะ สวยในสายตาของคุณ หรือสวยในสายตาของใคร หรือสวยแบบไหน หรือสวยแบบที่ใครต้องการ
ถ้าถามฉัน สวยในสายตาของฉันก็คือ สวยเท่ เดินยังกะจะมาต่อยใคร ยกไหล่นิดนึง หน้าเข้ม ตาคม นมแบนเหมือนเคต มอสส์ (Cate Moss- ต้นตำรับนมแบนไม่สนใจใคร [โว้ย]) แต่นี่ย่อมไม่ใช่สวยในสายตาของคณะกรรมการนางงามจักรวาลแน่นอนล่ะ นี่เขาเรียกทัศนะส่วนบุคคล
แต่สวยในสายตากรรมการ มันคือสวยในมาตรฐานใคร

นอกจากประกวดนางงามจักรวาล มีใครเคยได้ดูรายการ ประกวดนางงามหงส์ (Swan) ทางช่องยูบีซีบ้าง หากใครชอบดูการประกวดนางงาม ผสมผสานรายการเรียลลิตี้โชว์ล่ะก็ล่ะก็ ขอแนะนำว่า ดูรายการนี่ดีกว่า โคตรมันเลย (ไอ้พวกบิ๊กบราต้งบราเตอร์ตกเวทีไปโน่นเลย) ฉันขอเรียกว่า ประกวดสุดขั้ว ถอนรากถอนโคน เพราะเป็นการให้ผู้สมัครจากทางบ้านประกวดกันสวย ก็ไม่ว่าพวกเธอเหล่านั้นจะ แก่ ย้วย ยาน ฟันผุ ตาเข ปากแหว่ง ขนาดไหน ขอเชิญสมัคร เพราะรายการจะปฏิวัติความงามของเธอพวกนั้น ด้วยการศัลยกรรมใหม่ทั้งตัว!!~ สุดยอดการประกวดตัวจริงเสียงจริง ในการประกวดจะตั้งต้นด้วยการปรึกษาว่าจะผ่าอะไรบ้าง ทำอะไรกับร่างกายและมีบำบัดจิตด้วย (เนื่องจากผู้เข้าประกวดมักเป็นพวกสุขภาพจิตตกต่ำ เพราะคิดว่าตัวเองไม่สวย) เธอจะกลายเป็นวัตถุเพศหญิงชิ้นหนึ่ง ที่ต้องมาอยู่กับกองประกวด เขาจะทำอะไรกับเธอก็ได้ ผ่าโน่น ผ่านี่ โดยที่ห้ามเธอดูกระจก จนกว่าจะถึงวันตัดสิน ซึ่งก็ประมาณ 3 –5 เดือนนั่นละ
พวกเธอต้องการสวย และสวย ยอมกระทั่งเป็นตัวอะไรก็ได้

แล้วมันต่างอะไรกับพวกที่ประกวดนางงาม ทั้งจักรวาล ไม่จักรวาล เมื่อเรายอมรับว่าเราต้องการสวย และทำตัวให้สวย ด้วยการยอมเป็นวัตถุชนิดหนึ่ง ให้เขาทำอะไรก็ได้ เขาจับให้เดินก็เดิน ให้หมุน ให้บิด

แล้วมันต่างอะไรกับเราธรรมดาที่ทำตัวให้สวยภายใต้ความต้องการของใครก็ไม่รู้ เพราะจู่ๆ เราก็เกิดอยากผิวขาวอมชมพูขึ้นมา ทั้งๆ ที่เมื่อ 10 ปี ก่อนหน้านี้มันไม่มีนะ วาทกรรมขาวอมชมพู นี่น่ะ (คงเป็นวาทกรรมระดับท้องถิ่น)

แล้วสายตาของใครที่จับจ้องเรากันแน่ สายตาของกรรมการ สายตาของผู้ชม สายตาของพ่อแม่ สายตาของพวกหื่นกาม

ถ้าตอบแบบสตรีนิยม เราก็จะได้คำตอบสำเร็จรูปว่า เราตกอยู่ภายใต้ระบบชายเป็นใหญ่ เราจึงตกอยู่ในมาตรฐานของสายตาของผู้ชาย ที่กำหนดความงามแบบผู้ชาย และเราก็พยายามจะสวยเพื่อสนองสายตาของผู้ชาย เท่านั้นหรือ ไม่เท่านั้น

ปัจจุบันมันเหมือนว่า สายตาของชายเป็นใหญ่มันจะยิ่งใหญ่ขึ้นด้วยผลประโยชน์ ด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจ ด้วยความต้องการมีอำนาจทางเศรษฐกิจ จึงยิ่งนำมาซึ่งวาทกรรมความสวยอันมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากขาวอมชมพู ก็เพิ่มเป็นสวยด้วยวงแขนขาว ต่อไป ‘ฮูขี่ ฮูดาก’ ก็อาจต้องขาวอมชมพูกันแล้ว ถึงจะเรียกว่าสวยตัวจริง

สวยอย่างนางงาม ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา มันต้องมีอ๊อพชั่น เช่น ฉลาดด้วย เพิ่มรักเด็ก รักธรรมชาติเข้าไปอีก บางพวกก็ฉีกแนวไปเป็นทูตวัฒนธรรม ไปโน่น
มันไม่ใช่แค่สายตาหื่นๆ ทั่วไปอีกแล้วที่กำหนดกรอบความสวย แต่มันกลายเป็นสายตาของผลประโยชน์ สายตาของการเมืองของผู้ชายที่ใช้ความสวยเป็นสิ่งครอบงำผู้หญิงไว้ และยังเป็นการเมืองเรื่องเศรษฐกิจระดับโลก ที่จะต้องดึงผลประโยชน์จากการสร้างความสวยให้เกิดขึ้นในโลก ในเมื่อธุรกิจสงครามมักถูกต่อต้าน ธุรกิจความสวยนี่ล่ะที่มาช่วยชีวิตเศรษฐกิจโลกได้บ้าง เพราะดูแค่ประเทศไทย กะอีแค่รางวัลแต่งกายลิเกยอดเยี่ยมก็ต้องแย่งเขามา เพื่อจะได้ใช้อำนาจจากรางวัลนั้น เป็นอำนาจในเชิงเศรษฐกิจ เพื่อความ “แรงข้ามทวีป” เข้ากับวาทกรรมใหม่ ที่ว่า “ความสวยคืออำนาจ” อันนี้เป็นถึงอำนาจระดับโลกทีเดียว จะว่าไปแล้ว กี่สิบกี่ร้อยปี นารีก็ยังมีรูปเป็นทรัพย์เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แล้วดูเหมือนทรัพย์นั้นจะเพิ่มค่าขึ้นเสียด้วย

คล้ายกับว่า เราคงต้องเชื่อเสียแล้วว่า ระบบชายเป็นใหญ่อยู่คู่กับเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อย่างแยกไม่ออก
และก็อาจต้องเชื่อว่า ประเทศไทย พยายามจะส่งนางงามเป็นสินค้าส่งออก
นี่ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ เป็นแต่ข้อสังเกตของฉัน